|
|
| |
| |
เรื่องที่...รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ของสำนักพิมพ์ดวงตะวัน
- สำนักพิมพ์ดวงตะวันก่อตั้ง (อย่างเป็นทางการ)เมื่อปี ๒๕๕๐
- แต่ฝัน (อย่างไม่เป็นทางการ)ในการทำสำนักพิมพ์เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๕๔๘
ต้นปี ๒๕๔๙ คือการคิด...คิด...และคิด
กลางปีหมดไปกับการติดต่อพูดคุยกับโรงพิมพ์ ๕ แห่ง (ตรวจสอบราคา , คุณภาพของงาน และระยะเวลาในการผลิต) ร้านกระดาษ ๒ แห่ง ร้านเพลท และผู้จัดจำหน่าย ๒ ราย รวมทั้งขอคำปรึกษาจากผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ปลายปี (ตุลาคม ๒๕๔๙) บอกกล่าวในเว็บไซต์ดวงตะวัน แจ้งข่าวการก่อตั้งสำนักพิมพ์ดวงตะวัน
- นิยายเรื่องแรกของสำนักพิมพ์ดวงตะวัน คือ “ความรักเจ้าขา” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ตั้งใจมาตั้งแต่แรกว่า นิยายเรื่องแรกของสำนักพิมพ์จะเขียนเรื่องวงการหนังสือ
- นักเขียนคนแรกและนับถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่คนเดียวของสำนักพิมพ์เล็กๆแห่งนี้ คือ ดวงตะวัน
- ตั้งใจใช้ชื่อสำนักพิมพ์ดวงตะวัน และไม่ได้คิดชื่ออื่นเผื่อเอาไว้เลย
- สัปดาห์เศษๆหลัง “ความรักเจ้าขา” ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่งวางแผง ผู้จัดจำหน่ายแจ้งว่าหนังสือหมด ขอพิมพ์ซ้ำครั้งที่สอง หลังจากนั้นอีกเดือนเศษ พิมพ์ซ้ำครั้งที่สาม
- นิยาย ๑ เรื่อง ใช้เวลาเขียนราว ๓ เดือน ผ่านขั้นตอนการจัดหน้า การตรวจแก้ของบรรณาธิการ และพิสูจน์อักษร อีกราว ๑ เดือน ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตในโรงพิมพ์ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๒ – ๓ สัปดาห์ หนังสือจึงเสร็จออกมาเป็นเล่มสมบูรณ์
- จนถึงทุกวันนี้ (มีนา ๕๕) ในการปิดงานอาร์ตเวิร์กก่อนส่งงานเข้าโรงพิมพ์ ดิฉันจะไปอยู่กับทีมงานในขั้นตอนสุดท้ายนี้เสมอ ทั่วๆไป หากเริ่มทำงานตั้งแต่เช้า เรามักปิดเล่มกันได้ราวสามทุ่มหรือสี่ทุ่ม ถือเป็นเวลาปกติ เรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดในการปิดเล่ม คือ ณ ที่ดาวพราวพร่างรัก พวกเราตรวจแก้อาร์ตเวิร์กกันจนเช้าวันใหม่ สว่างคาตา ส่วนเล่มล่าสุด...แรขอบฟ้าอรุโณทัยเล่ม ๒ ถือเป็นสถิติใหม่ของพวกเรา ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะปิดเล่มได้ตอน ๕ โมงเย็น
- สำนักพิมพ์ดวงตะวันไม่มีนายทุนหนุนหลัง ไม่ว่ารายใหญ่หรือรายเล็ก (อย่างที่มีคนลือกัน) เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนพิมพ์หนังสือมาจากกระปุกหมูผอมของดวงตะวันเพียงผู้เดียว และไม่เคยกู้หนี้ยืมสินใครค่ะ
- มีช่วงวิกฤติ เงินหมด หมูผอมแห้งแรงน้อยเกือบตายเหมือนกันค่ะ แต่ในที่สุด...เราก็ผ่านมันมาได้
- ถามว่าแล้วตอนนี้ “อยู่ได้” หรือยัง ? ตอบได้ว่าอยู่ได้แล้วค่ะ ที่อยู่ได้และผ่านวิกฤติต่างๆมาได้ ง่ายๆสั้นๆเลยก็เพราะทำตามที่คิดที่เชื่อและที่บอกตัวเองมาแต่แรกเริ่ม นั่นคือ เดินช้าๆ ก้าวสั้นๆ อย่ารีบ...อย่าเร่ง
- สำนักพิมพ์ดวงตะวันไม่เคยจัดงานเปิดตัวสำนักพิมพ์ เปิดตัวนักเขียน เปิดตัวหนังสือ หรือเปิดตัวใดๆ เลยสักครั้งเดียว
- หนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์ดวงตะวันมีข้อผิดพลาดเสมอ อาทิ ปรู๊ฟผิด สีเพี้ยน เจียนไม่เสมอ ฯลฯ แม้ว่าทุกครั้งทุกเล่ม เราเชื่อว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่...ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่ามันจะไม่มีข้อผิดพลาด ประสบการณ์การทำสำนักพิมพ์มาสั้นๆเพียงแค่ ๕ ปีบอกดิฉันเช่นนี้ค่ะ
- หนังสือนิยายของดวงตะวันที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดวงตะวัน ส่วนใหญ่ พิมพ์ครั้งแรกที่ ๗,๐๐๐ เล่ม
- ถ้าสวมหมวกนักเขียนเมื่อไร ดิฉันไม่ชอบให้ทีมงานหรือใครมายุ่งเกี่ยวด้วยเลย ดิฉันชอบทำงานคนเดียว
- แต่ถ้าสวมหมวกเจ้าของสำนักพิมพ์ ในขั้นตอนการทำหนังสือ ๑ เล่ม ดิฉันต้องติดต่อผู้คนมากกว่าสิบคน ในจำนวนนี้ น่าจะมีอยู่ราวๆครึ่งหนึ่ง ที่ไม่ทราบว่าดิฉันเป็นนักเขียน
- โกรธที่สุด คือ หนังสือออกไม่ตรงเวลา(ตามที่ตกลงกันไว้) โมโหที่สุด คือ ได้รู้ว่าที่ไม่ตรงเวลาเพราะถูกแซงคิวในกระบวนการผลิต และเจ็บใจที่สุด เมื่อได้รู้ว่า เหตุที่ถูกแซงคิว เพราะเราเป็นสำนักพิมพ์ “เล็กๆ”
- เล่มที่ทำให้เครียดที่สุด น่าจะเป็น “สดับเสียงรัก” ปีนั้น งานหนังสือเปิดให้คนซื้อเข้างานได้ตอนหกโมงเย็น สิบโมงเช้า หนังสือเพิ่งเย็บกี่เสร็จ เที่ยง เข้าเล่ม บ่าย ไสกาว ห้าโมงเย็น หนังสือเพิ่งจะชริ้งฟิล์ม ในที่สุด หนังสือล็อตแรกที่มาถึงบูธตอนหกโมงครึ่ง(โดยมอเตอร์ไซค์) ก็มีเพียง ๒๐๐ เล่มเท่านั้น
- หนังสือชำรุด ไปไหน ?
หนังสือชำรุด เช่น ปกมีรอยพับ หน้าในมีรอยเลอะ นักเขียนเซ็นชื่อผิด ฯลฯ ถามว่าหนังสือเหล่านี้ไปไหน ? ถ้าเล่มไหนยัง “อ่านได้” ไม่ใช่หนังสือหน้าแหว่ง ขาดหาย หรือหน้าสลับ ดิฉันจะทำความสะอาดและซ่อมแซมเท่าที่จะทำได้ แล้วบริจาคให้ห้องสมุดค่ะ ห้องสมุดที่มักส่งหนังสือไปให้เสมอ ก็คือ ห้องสมุดทัณฑสถานหญิงตามจังหวัดต่างๆ
- สิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งในการทำหนังสือ คือ การคิดหาของที่ระลึกมาแจกมาแถมให้ผู้อ่าน ในสมุดจดพล็อตตอนนี้ จดรายการข้าวของที่อยากทำเป็นของที่ระลึกไว้เพียบค่ะ เชื่อว่าถ้าทำสำนักพิมพ์อีกซักสิบปี ก็ยังทำของที่ระลึกเหล่านี้ไม่ครบทุกรายการแน่ๆ
- คนสองคนที่มีบุญคุณต่อดิฉันและสำนักพิมพ์ดวงตะวัน คือ คุณธนิศา บุญถนอม บรรณาธิการสำนักพิมพ์ และคุณดวงใจ มากมี ผู้จัดการสำนักพิมพ์ ผู้หญิงสองคนนี้เหมือนกันที่ความละเอียดละออ คนแรกละเอียดมากในการตรวจแก้ต้นฉบับ คนหลัง ละเอียดละออในการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ เวลาที่ถูกสองคนนี้ “ตรวจ” ไม่ว่าจะเป็นการตรวจต้นฉบับหรือตรวจบัญชีค่าใช้จ่ายของสำนักพิมพ์ ดิฉันจะรู้สึก...อายมาก
- แรกที่บอกแม่ว่าจะทำสำนักพิมพ์ แม่บอก...อย่าทำเลย มันเสี่ยง เป็นนักเขียนอย่างเดียวก็ดีแล้ว
- ทุกวันนี้ พนักงานดีบุ๊คส์ที่ขยันขันแข็งที่สุดคนหนึ่งคือแม่ดิฉันเอง แม่ชอบห่อหนังสือค่ะ ชอบแพคที่คั่นใส่ซอง ชอบพับจดหมายใส่ซองเหลือง แม่ชอบงานพวกนี้มาก (ถึงขนาดเคยทะเลาะกับลูกหลานที่มาช่วยงาน เพราะแม่หวงงาน ไม่ยอมให้ใครทำ บอกว่าจะทำทั้งหมดคนเดียว) แม่ชอบพูดว่าถ้ามีหนังสือออกทุกเดือนก็ดี แม่จะได้มีงานทำทุกวัน
- ของอย่างแรกที่ซื้อ เมื่อคิดจะทำสำนักพิมพ์คือ เครื่องคิดเลข
- เซ็นเช็คใบแรก จ่ายค่ากระดาษสำหรับ “ความรักเจ้าขา” มือสั่น แถมยังใส่เครื่องหมายคอมม่าผิด
- โลโก้สำนักพิมพ์ดวงตะวัน ออกแบบโดยดวงหทัย มิตตอุทิศชัยกุล แรกนั้นมีเปลวดวงตะวัน ๑๓ แฉก ภายหลัง คุณมกุฎ อรฤดี แห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ กรุณาให้คำแนะนำ โดยเพิ่มเปลวดวงตะวันเป็น ๑๕ แฉก วางอยู่บนพื้นสีทางด้านหลัง มีลักษณะเหมือนฝีแปรงของภาพวาด
- ลายเซ็นดวงตะวัน ช่วงแรก หัวของ ด เด็ก อยู่ด้านใน (เหมือนเลขหนึ่งไทย ๑) แต่ระยะหลังๆ หัวอยู่ด้านนอก ...เรื่องนี้ไม่มีไสยศาสตร์เกี่ยวข้อง เป็นแค่เพียงความเมื่อยมือของคนเซ็นเท่านั้นเอง
- พูดถึงศาสตร์อันเร้นลับ สำนักพิมพ์ดวงตะวันไม่เคยดูดวง ดูหมอ ดูฤกษ์ยามใดๆเลยเวลาจะทำหรือไม่ทำอะไรซักอย่าง แต่เราก็มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ประจำสำนักพิมพ์อยู่ค่ะ แม่ของดิฉันเอง ทุกครั้งที่จะมีหนังสือออกใหม่ แม่จะ “บน” สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอว่าขอให้หนังสือเสร็จสมบูรณ์ ไม่มีข้อผิดพลาด ขัดข้องใดๆ เกิดขึ้น ขอให้หนังสือขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ฯลฯ เป็นที่รู้กันดีในหมู่ลูกหลานและคนทำงานว่า ถ้าช่วงไหนมีหนังสือออกใหม่ละก็เป็นได้กินหมูเห็ดเป็ดไก่ที่แม่ “บน” เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (มีอะไรหรือใครบ้าง ดิฉันก็ไม่เคยถามแม่ซักที)
แต่...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ทำสำนักพิมพ์มาห้าปี ยังไม่เคยเจอข้อผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์ถึงขนาดต้องสับหนังสือทิ้งเลยซักครั้งเดียว เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงเสมอๆ ระหว่างแม่กับลูกสาว ว่าแท้จริงแล้วที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะ “ฝีมือ” ใครกันแน่ ?
- ฝ่ายบัญชีของสำนักพิมพ์ดวงตะวันชื่อ พี่ตุ๊ก ทำงานร่วมกันมาห้าปีกว่าแล้ว แต่เชื่อไหมคะ ทุกครั้งที่พี่ตุ๊กพูดถึงเรื่องงบดุล บัญชี อะไรต่างๆนานาให้ฟัง ดิฉันฟังไม่เคยรู้เรื่องเลย ...ก็เซ็นเช็คยังใส่คอมม่าผิด ให้ฟังอะไรที่มีตัวเลขเยอะๆ ก็ยกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้วละค่ะ (พี่ตุ๊กเป็นสาวมุสลิมที่น่ารักมาก คุณกบเล่าว่า ตอนเย็นๆพี่ตุ๊กชอบซื้อหมูปิ้งกลับบ้าน ไม่ได้เอาไปกินเอง แต่ซื้อให้หมาจรจัดแถวบ้านกิน)
- คนที่ไปจับฉลากบูธให้สำนักพิมพ์ดวงตะวันทุกครั้งคือคุณดวงใจ มากมี ค่ะ ความหวังอันสูงสุดของคุณกบคือ ซักวัน เธอหวังว่าเธอจะจับฉลากได้บูธที่อยู่ตำแหน่งหัวมุม มีด้านที่เปิดให้ขายของได้สองด้าน ...แต่ล่าสุด (งานหนังสือมีนา ๕๕) เธอจับได้ M 12 นอกจากเปิดด้านหน้าเพียงด้านเดียวแล้ว ฝั่งตรงข้ามยังเป็นผนังทึบ ไร้ญาติขาดมิตรและเพื่อนบ้านใดๆทั้งปวง
- ทุกวันนี้ แม้จะมีเว็บไซต์ มีเฟซบุ๊คของสำนักพิมพ์ เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างสำนักพิมพ์กับคนอ่านได้อย่างรวดเร็ว แต่ทุกครั้งที่มีหนังสือออกใหม่ เรายังคงส่งจดหมายประชาสัมพันธ์ (ที่เรียกกันว่า “ซองเหลือง” เพราะซองและกระดาษจดหมายของสำนักพิมพ์ดวงตะวันเป็นสีเหลืองนวลๆ) แจ้งข่าวไปยังคนอ่านเสมอ
- ตั้งใจว่า ถ้าพิมพ์นิยายถึงเล่มที่ ๕๐ เมื่อไร จะเปลี่ยนรูปแบบปกดูบ้าง
- เฉพาะค่าเย็บกี่คิดเป็นเงินราวๆ ๓๐-๔๐ % ของค่าพิมพ์ จริงๆไสกาวอย่างเดียวก็พอจะ “เอาอยู่” นะคะ แต่ตัดสินใจเย็บกี่ด้วย หนังสือจะได้แข็งแรง ไม่หลุดเป็นแผ่นๆ เรื่องนี้เป็นที่ล้อเลียนกันระหว่างดิฉันกับบรรณาธิการเสมอเมื่อพูดคุยกันถึงค่าใช้จ่ายในการพิมพ์หนังสือแต่ละเล่ม เรามักเรียกตัวเองว่า “แม่ช้อย” ตัวละครจากเรื่อง “สี่แผ่นดิน” จำฉากที่แม่ช้อยออกจากวังแล้วมาทำห่อหมกขายได้ไหมคะ ? (ไม่แน่ใจว่าออกหรือเปล่า แต่เหมือนว่าต้องทำมาหากินด้วยตัวเองน่ะค่ะ) ห่อหมกที่แม่ช้อยทำขายนั้นทำจากเนื้อปลาอย่างดีตามสไตล์ของชาววังที่เธอยังชีวิตมา จนแม่พลอยถึงกับเอ่ยปากว่า ทำแบบนี้ แล้วจะหากำไรได้จากที่ไหน แม่ช้อยตอบประมาณว่า ก็เรียนรู้มาว่าทำห่อหมกก็ต้องทำแบบนี้แหละ ทำแบบอื่นไม่ได้หรอก
- เคยฝันเฟื่องเล่นๆ ว่าถ้า “โต” กว่านี้ จะเปิดบริษัทเอมใจ ทำสำนักพิมพ์พิมพ์งานหลายๆแนว ถ้าเป็นหนังสือธรรมะ ก็ให้ชื่อว่า สำนักพิมพ์สุขใจ ถ้าเป็นนิยายรัก ก็ใช้ชื่อ สำนักพิมพ์หวานใจ ส่วนหนังสือแนวฮาวทูสร้างสุขให้ชีวิต ใช้ชื่อว่าสำนักพิมพ์สบายใจ หนังสือแนวอาหารการครัว นี่เลย...สำนักพิมพ์อิ่มใจ และถ้าเป็นนิยายโรมานซ์จะใช้ชื่อว่า สำนักพิมพ์หวามใจ ค่ะ
- สำนักพิมพ์ดีบุ๊คส์ที่เคยพูดๆเอาไว้ ก็ยังอยากทำ อยากรับงานของนักเขียนคนอื่นๆมาพิมพ์นะคะ ...ค่อยๆคิด ค่อยๆมองหาต้นฉบับและทีมงานอยู่ค่ะ ไม่รีบไม่ร้อน
- ปีนี้ (๒๕๕๕) อาจมีอะไรแปลกใหม่ออกมาให้เซอร์ไพรซ์กัน ...โปรดติดตามนะคะ
 |
|
กลับขึ้นด้านบน
|